แฮมเล็ต
*** Hamlet *** บทสดุดีการแสดง โดยการแสดง เพื่อการแสดง (แด่มนุษย์ทุกคนผู้ต้องแสดงโดยมิอาจเลี่ยง)
(William Shakespeare, แปล: ศวา เวฬุวิวัฒนา, สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม)
.
<<< ขออนุญาตป้ายยากันอีกครั้ง ผมอ่านตอนพิมพ์ครั้งที่ 3 ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว 😃 >>>
.
.
.
.
.
ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า Shakespeare กับผมแทบไม่เคยได้ทำความรู้จักกันมาก่อน ก่อนหน้านี้ก็อาจจะเคยเฉียดกันมาบ้างกับหนังของ Baz Luhrmann เรื่อง Romeo + Juliet ซึ่งเคยได้ดูสมัยยังเด็ก
ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่สัมผัสกับบทละครของ Shakespeare ผ่านการแปลของ ศวา เวฬุวิวัฒนา ที่ไม่ได้แปลแค่ภาษา แต่ถ่ายทอดรูปแบบและฉันทลักษณ์เฉพาะตัวของ Shakespeare ออกมาจนเดาได้ไม่ยากว่าต้นฉบับนั้นมีหน้าตาอย่างไร
.
.
.
.
.
*** จากนี้ไปเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ เหมาะสำหรับผู้ที่อ่านหรือรู้เรื่องของ Hamlet มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ***
.
.
.
.
.
เรื่องราวว่าด้วย Hamlet เจ้าชายแห่งเดนมาร์กที่หาทางแก้แค้นให้พ่อ, กษัตริย์แห่งเดนมาร์กผู้ถูก Claudius น้องชาย วางยาพิษเพื่อแย่งชิงบัลลังก์รวมไปถึงการแต่งงานกับองค์ราชินี Gertrude ผู้เป็นแม่ของ Hamlet ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด
.
แผนการแก้แค้นของ Hamlet เริ่มต้นหลังจากเขาได้พบกับวิญญาณผู้เป็นพ่อ ที่กลับมาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองว่าถูกฆ่าโดย Claudius ซึ่งทาง Hamlet เองก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกเสียทีเดียว เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าวิญญาณที่ปรากฏในรูปของพ่อของเขา จะเป็นพ่อตัวจริงหรือเป็นปิศาจจากนรกมาล่อลวงกันแน่
.
Hamlet จึงพิสูจน์ด้วยการจ้างคณะละครมาเล่นให้ Caludius ได้รับชม โดยเนื้อเรื่องที่แสดงนั้น ทาง Hamlet จะแทรกเรื่องราวการฆาตกรรมด้วยวิธีเดียวกับที่วิญญาณพ่อของเขาบอกเล่าเอาไว้ แล้วดูว่า Claudius จะมีอาการอย่างไร ถ้ามีอาการตกใจอันเกิดจากเพราะมีคนล่วงรู้สิ่งที่ตัวเองทำไว้ก็แสดงว่าเรื่องที่วิญญาณพ่อของเขาเล่านั้นเป็นเรื่องจริง
.
.
.
จากเนื้อหาข้างต้นเราจะพบว่า Hamlet ใช้ “การแสดง” เป็นเครื่องมือพิสูจน์ความจริง
.
.
.
ในบทละครยังมีการอธิบายโดยละเอียดว่า Hamlet บอกกับนักแสดงว่าให้เล่นแบบไหน เล่นอย่างไร เร้าอารมณ์แค่ไหน ราวกับทำตัวเป็นผู้กำกับ เพื่อให้ภารกิจในการพิสูจน์ความจริงของเขาน่าเชื่อถือที่สุด (องก์ 3 ฉาก 2 หน้า 155)
.
นี่ทำให้นึกไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Inglourious Basterds ของผู้กำกับ/เขียนบท Quentin Tarantino ที่กลุ่มตัวเอกของเรื่องแก้แค้นพวกนาซี โดยใช้ “ภาพยนตร์” เป็นเครื่องมือ เช่นเดียวกับที่ Shakespeare ใช้ “การแสดงละครเวที” เป็นเครื่องมือแก้แค้นของ Hemlet โดยใช้เพื่อพิสูจน์ความจริง
ซึ่ง “การสะท้อนภาพความจริง” ถือเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของ “การแสดงละคร” (Hamlet เองก็พูดถึงประเด็นนี้ใน องก์ 3 ฉาก 2 หน้า 156)
.
.
.
.
.
ประเด็นเรื่องการแสดงยังถูก Shakespeare สำรวจลึกลงไปอีก
เราจะพบว่า Hamlet บอกกับ Horatio สหายคนสนิทว่า เขาคงจะต้องแสร้งแสดงเป็นคนบ้าคลั่งเพื่อปกปิดแผนการของเขา (องก์ 1 ฉาก 5 หน้า 83)
.
ดังนั้นประเด็นที่ว่า “Hamlet ใช้การแสดงเป็นเครื่องมือ” นั้น ไม่ได้มีแค่การใช้การแสดงละครเพื่อพิสูจน์ความจริงเท่านั้น
Hamlet เองก็ทำตัวเป็น ‘นักแสดง’ ด้วยการสวมบทบาทเป็นคนบ้าคลั่ง เพื่อปกปิดแผนการของตนเอง (แต่ก็น่าสงสัยว่า ‘ความบ้าคลั่ง’ ของ Hamlet เป็นของจริงหรือเป็นการแสดง หรือทั้งสองอย่างผสมกัน)
.
.
.
.
.
Shakespeare ยังบอกกับเราว่าอันที่จริงแล้วการใช้ชีวิตของมนุษย์ก็คือการแสดงอย่างหนึ่ง ซึ่งการแสดงในที่นี้คือ ‘การสวมบทบาท’ ตามที่ทางสังคมได้วางไว้
ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ที่มีอำนาจล้นฟ้า เพราะไม่ว่าใครเมื่อเข้ามาเป็นกษัตริย์ ก็ต้องสวบบทบาทในความเป็นกษัตริย์ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐ จึงไม่สามารถทำทุกอย่างได้อย่างอิสระตามต้องการ
ทุกการกระทำของกษัตริย์ก็คือการกระทำของรัฐ ซึ่งนั่นทำให้กษัตริย์แบกรับหน้าที่และเป็น ‘ทาส’ ในตำแหน่งของตัวเอง (เหมือนที่ Laertes บอกกับ Ophelia ไว้ใน องก์ 1 ฉาก 3 หน้า 54-55)
.
.
.
บทบาทที่มนุษย์ต้องตกเป็นทาสยังซับซ้อนมากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน เมื่อ Claudius ผู้เป็นอาของ Hamlet แต่งงานกับ Gertrude ผู้เป็นแม่
Hamlet จึงเรียก Claudius อย่าประชดประชันว่า “อาพ่อ” และเรียก Gertrude ว่า “อาแม่” (องก์ 2 ฉาก 2 หน้า123)
.
.
.
.
.
การใส่ฉากสนทนาระหว่าง Hamlet กับคนขุดสุสานในเนื้อเรื่อง (องก์ 5 ฉาก 1) อาจดูไม่จำเป็นกับเนื้อเรื่องหลัก แต่แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นสารสำคัญที่ Shakespeare ต้องการเน้นย้ำในเรื่องปรัชญาว่าด้วยชีวิตมนุษย์และความตาย และมันยังก็ยังคาบเกี่ยวถึงประเด็นที่ว่าด้วย “การสวมบทบาทของมนุษย์ในสังคม” ที่จะหลุดพ้นได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้วเท่านั้น
.
Yorick ตลกหลวงในวังที่เคยสร้างเสียงหัวเราะ บัดนี้กลายเป็นแค่ฝุ่นผงในหลุมศพ จนชวนหดหู่มากกว่าน่าขบขัน
หรือแม้แต่มหาราชที่ยิ่งใหญ่ตายแล้วก็กลายเป็นฝุ่นผงในหลุมศพไม่ต่างกัน
.
.
.
.
.
การใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องสวมบทบาทที่ตนได้รับ (ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่เลือกเองหรือไม่ก็ตาม) ราวกับวิญญาณบริสุทธิ์ต้องถูกริดรอนอิสระ กลายเป็นทาสของบทบาทที่มนุษย์สร้างขึ้น
โลกจึงเปรียบเหมือนโรงละคร (หรือคุก) ที่ทุกคนต้องแสดงบทบาทไปจวบจนวาระสุดท้าย
.
.
.
มีประโยคหนึ่งที่แม้จะไม่เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยตรงแต่ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ Hamlet ที่แสร้งบ้า พูดจาเราะร้ายใส่ Ophelia คนรักของเขาว่า
“พระเจ้าประทานใบหน้าให้เจ้าหนึ่ง, แต่เจ้ากลับสร้างอีกหนึ่งขึ้นมาซ้อน” (องก์ 3 ฉาก 1 หน้า 151)
.
อันที่จริง Hamlet ต้องการเสียดสีพวกผู้หญิงที่ชอบแต่หน้าจนบดบังความงามบริสุทธ์
แต่มันกลับเสียดสีตัว Hamlet เอง ที่ต้องแสร้งปิดบังความรู้สึกของตัวเองเพื่อแผนการแก้แค้น
.
และในประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น มันพูดถึงการที่มนุษย์ต้องแสร้งเล่นไปตามบทบาทที่ตัวเองได้รับ ทั้งที่ขัดกับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง (ซึ่งบทบาทเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง หาใช่สิ่งที่พระเจ้าหรือธรรมชาติได้กำหนดไว้)
.
.
.
.
.
Hamlet จึงเป็นเหมือนการสดุดี “การแสดง” ของ Shakespeare ในฐานะที่มันเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ (และเครื่องทรมาน) ของมนุษยชาติ
.
การแสดงไม่ใช่แค่มหรสพความบันเทิง หากแต่คือภาพสะท้อนชีวิต ซึ่งเป็นได้ทั้ง
- เครื่องมือสะท้อนความจริง (แบบที่ Hamlet ใช้การแสดงละครพิสูจน์ความผิดของ Claudius)
- เครื่องมือปกปิดความจริง (แบบที่ Hamlet แสดงเป็นคนบ้าคลั่งปกปิดแผนการแก้แค้น)
.
.
.
และอันที่จริงแล้วการแสดง (หรืออีกความหมายหนึ่งคือ “เสแสร้ง”) ก็คือสิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเมื่อต้องสวมบทบาททางสังคมที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ
.
.
.
.
.
Hamlet ยังสามารถมองผ่านด้วยแว่นสายตาอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ปมปิตุฆาต’ หากมองผ่านแว่นจิตวิเคราะห์; ’อำนาจชายเป็นใหญ่’ หากมองผ่านแว่นสตรีนิยม; ‘สัจธรรมของชีวิตและความตาย’ หากมองผ่านแว่นปรัชญา และอื่นๆอีกมากมาย
.
.
.
ในแง่ความบันเทิง Hamlet ยังมีเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตาม และโศกนาฏกรรมชวนหดหู่ในตอนจบก็กลายเป็นความตรึงใจได้เป็นอย่างดี
.
นี่คือหนึ่งในวรรณกรรมยอดเยี่ยมของโลก สมกับที่ได้รับการกล่าวขานมายาวนานหลายร้อยปี